Menu Close

สีผึ้งมหาเสน่ห์ 2569: อาถรรพ์รัก หรือเครื่องรางดันดวง!

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ข่าวการหายตัวไปของ “น้องก้อย” สาวโรงงานวัย 24 ปี สร้างความกังวลใจให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก หลังจากที่เธอไม่ได้กลับเข้าห้องพักมานานกว่า 3 วัน ทางญาติจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปลา ให้ช่วยติดตามหา

คดีนี้เริ่มจากเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนร่วมงานของน้องก้อยเล่าว่า ก่อนที่เธอจะหายตัวไปได้ปรึกษาเรื่องความรักกับเพื่อนคนหนึ่ง โดยบ่นว่าช่วงนี้ความรักไม่ค่อยราบรื่น มีปัญหากับแฟนบ่อยครั้ง และได้ตัดสินใจไปเช่า “สีผึ้งมหาเสน่ห์” จากเกจิอาจารย์ชื่อดังทางภาคเหนือ โดยหวังว่าจะช่วยพลิกฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาดีขึ้น

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สอบสวนอย่างละเอียด พบว่าน้องก้อยไม่ได้หายตัวไปไหน แต่เดินทางไปทำพิธีบางอย่างที่สำนักของอาจารย์ดำ เกจิชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เบาะแสสำคัญคือข้อความจากโทรศัพท์ของน้องก้อยที่ส่งให้กับเพื่อนสนิทก่อนเดินทาง ระบุว่า “ฉันต้องไปแก้ของที่เชียงราย ไม่งั้นความรักพังแน่” ซึ่งเป็นคำพูดที่เธอเคยอ้างอิงถึงสีผึ้งมหาเสน่ห์ที่เช่ามา

ทีมสืบสวนระบุว่า น้องก้อยยังคงปลอดภัยดี และสมัครใจที่จะอยู่กับอาจารย์ดำ เพื่อเข้าร่วมพิธี “เรียกจิตคนรัก” ซึ่งอาจารย์ดำอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ในสถานที่ที่ไร้การติดต่อจากโลกภายนอก อย่างไรก็ตาม การหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวญาติทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นห่วงกันอย่างมาก

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเชื่อและศรัทธาในเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะ “สีผึ้งมหาเสน่ห์” ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนอย่างลึกซึ้ง หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า สีผึ้งมหาเสน่ห์ที่ควรเป็นเครื่องรางเมตตามหานิยม ช่วยในการเจรจาค้าขาย หรือดึงดูดสิ่งดีๆ กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนต้องหวาดระแวงและเกิดความวุ่นวายได้

ถึงแม้ว่ากรณีของน้องก้อยจะจบลงด้วยดี แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การยึดติดกับสิ่งที่มองไม่เห็นมากเกินไป จนขาดสติและวิจารณญาณ อาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ ความศรัทธาเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรมาพร้อมกับปัญญาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้อาถรรพ์รักจากเครื่องรางกลายเป็นอาถรรพ์ที่ทำให้ชีวิตต้องพบเจอเรื่องไม่คาดฝัน